Tuesday, 26 October 2021

บุกบ้านฟันลุงวัย 57 ตายจมกองเลือด ช็อกฝีมือเด็กข้างบ้านอายุ 14 ก่อเหตุเพราะไม่ชอบขี้หน้า



บุกบ้านฟันลุงวัย 57 ตายจมกองเลือด ช็อกฝีมือเด็กข้างบ้านอายุ 14 ก่อเหตุเพราะไม่ชอบขี้หน้า

(11 ต.ค.64) เมื่อเวลา 03.30 น. พ.ต.ท.วรพิม อ่อนกัน สว.(สอบสวน) สภ.งาว อ.งาว จ.ลำปาง รับแจ้งเหตุคนถูกมีดฟันเสียชีวิตที่บ้าน หมู่ที่ 9 ต.บ้านร้อง อ.งาว จ.ลำปาง จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.ท.มนตรี  แก้วสุริยะ  รอง ผกก. (สอบสวน) ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน5 ลำปาง แแพทย์โรงพยาบาลงาว  และหน่วยกู้ภัยทางหลวงอำเภองาว

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ภายในบ้านที่ห้องโถงพบศพ นายเดช อายุ 57 ปี สภาพศพนอนห่มผ้าตะแคงไปทางด้านซ้าย ถูกฟันด้วยของมีคมจำนวนทั้งหมด 5 แผล มีที่บริเวณท้ายทอย 2 แผล ขมับขวา 3 แผลนอนเสียชีวิตจมกองเลือด สอบสวนนางเอ (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นหญิงใบ้ ให้การกับเจ้าหน้าที่โดยมีคนคอยเปลให้ พอจับใจความได้ว่าผู้ตายซึ่งเป็นแฟนกับตน มีบ้านอยู่กันคนละหลังแต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน โดยผู้ตายจะมาที่บ้านนี้เป็นบางครั้ง ขณะที่ตนเองนอนอยู่ในห้องนอน ส่วนผู้ตายนอนที่ห้องโถงด้านนอก ช่วงประมาณตีสามกว่าได้มีคนร้ายได้บุกเข้ามาที่ในบ้าน แล้วใช้มีดฟันผู้ตายจนเสียชีวิตก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีไป จึงวิ่งไปบอกพี่ชายที่บ้านอยู่ใกล้กันและแจ้งตำรวจดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านเกิดเหตุอีกครั้งพบกับนางเอ (นามสมมุติ) และนายศรีจันทร์ อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นพี่ชายของนางเอ ได้พาผู้สื่อข่าวไปชี้จุดเกิดเหตุซึ่งอยู่บนบ้านพร้อมทั้งชี้จุดที่ผู้ตายนอนเสียชีวิตอยู่ และเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตั้งแต่ต้น ซึ่งหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวเด็กชายวัย 14 ปี ซึ่งอยู่ข้างบ้านไปสอบสวน  ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องของคดีก็คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ ตอนนี้รู้สึกสงสารน้องสาวมาก คงผวากับเรื่องที่เกิดขึ้น

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้มาที่ สภ.งาว อ.งาว จ.ลำปาง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัว ด.ช.บี (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี มาสอบถามต่อหน้าผู้ปกครอง เบื้องต้น ด.ช.บี ยอมรับว่าเป็นคนก่อเหตุ ใช้มีดฟันผู้ตายจริงเพราะเคยมีเรื่องบาดหมางกันแค้นเรื่องส่วนตัวกันมาก่อน และไม่ค่อยชอบขี้หน้าผู้ตาย จึงอาศัยจังหวะที่ผู้ตายนอนหลับย่องเข้ามาที่ในบ้านแล้วก็ใช้มีดพร้าความยาวประมาณ 1 ฟุต  ที่พกมาใช้ก่อเหตุดังกล่าว ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงเจ้าหน้าที่จะต้องมีการสอบสวนต่อหน้าสหวิชาชีพอีกครั้ง