Friday, 3 December 2021

ประวิตร เคาะ 15 เมืองอัจฉริยะ-แผน Smart City ปี’66-70 เพิ่มสิทธิประโยชน์


“ประวิตร” นั่งหัวโต๊ะบอร์ดพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เคาะ 15 พื้นที่ทุกภูมิภาค-ขยายผลสู่เวทีอาเซียน ไฟเขียวแผน Smart City ปี’66-70 เพิ่มสิทธิประโยชน์-แรงจูงใจ ดึงดูดลงทุน

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ครั้งที่ 1/2564 โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เข้าร่วมประชุม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงาน 4 พื้นที่นำร่องเมืองอัจฉริยะ ได้แก่ 1.กทม. : ศูนย์พหลโยธิน 2.จังหวัดชลบุรี : นิคมอมตะนคร 3.จังหวัดภูเก็ต อ.เมือง และ 4.จังหวัดชลบุรี :Thailand Digital Valley ในพื้นที่ EEC ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้พิจารณาโครงการที่โดดเด่นเพื่อเป็นต้นแบบนำเสนอให้กับเมืองอื่น ๆ และในเวทีต่างประเทศต่อไป

รวมทั้งได้รับทราบ รายงานผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะปี 2564 โดยได้มีการประกาศรับรองพื้นที่พัฒนาเมืองฯ จำนวน 15 เมือง และสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ได้มีการจัดงาน Thailand Smart City Week 2020 กระตุ้นการรับรู้แก่ภาคประชาชนได้กว่า 300,000 คน การจัดหลักสูตร The fundamentals of Smart City มีจำนวนผู้สมัครเรียน รวม 1,535 คน และการพัฒนากำลังคนด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผ่านโครงการพัฒนานักวิจัยพัฒนาเมืองรุ่นใหม่

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบ รายงานการประชุมเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน ครั้งที่ 4 เมื่อ 30 ส.ค. 2564 โดยมีประเทศบรูไน เป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ประเทศไทยได้นำเสนอโครงการสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพฯ (การพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ), จ.ชลบุรี (นิคมอมตะนคร) และ จ.ภูเก็ต

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเห็นชอบ (ร่าง) แผนงานบูรณาการเมืองอัจฉริยะประเทศไทยปี’66-70 เพื่อให้เป็นกลไกในการบูรณาการหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ สำหรับขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13

“พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับ มท. ดีอีเอส และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมมือกัน ผลักดันการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ อย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไป”