Tuesday, 26 October 2021

ผลการจัดอันดับพาสปอร์ตยุคโควิด สะท้อนเสรีภาพการเดินทางอย่างไร ?


ผลการจัดอันดับพาสปอร์ตยุคโควิด สะท้อนเสรีภาพการเดินทางอย่างไร ?
ภาพจาก pixabay

ผลการจัดอันดับพาสปอร์ตเดินทางเข้าประเทศตลอด 18 เดือนยุคโควิดระบาด เผยความแตกต่างเสรีภาพในการเดินทาง

วันที่ 5 ตุลาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการศึกษาล่าสุดจากการจัดอันดับ Henley Passport Index แสดงให้เห็นผลกระทบที่ข้อจำกัดด้านการเดินทางเข้าประเทศตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดนั้นมีต่อความแตกต่างในด้านเสรีภาพการเดินทาง ซึ่งปรากฏให้เห็นความแตกต่างเด่นชัดที่สุดในรอบ 16 ปีที่จัดอันดับนี้

โดยผู้ถือหนังสือเดินทางอันดับหนึ่งอย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เดินทางแบบไม่ต้องใช้วีซ่าได้มากกว่าอันดับสุดท้ายอย่างอัฟกานิสถานถึง 166 แห่ง ซึ่งผู้ถือหนังสือเดินทางของอัฟกานิสถานเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าได้เพียง 26 แห่งเท่านั้น

การจัดอันดับดังกล่าวมีขึ้นโดยอิงข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association หรือ IATA) เพื่อจัดอันดับหนังสือเดินทางทั่วโลกตามจำนวนจุดหมายปลายทางที่ผู้ถือหนังสือเดินทางนั้นเดินทางไปได้โดยไม่ต้องขอวีซ่ามาก่อน

ผลการจัดอันดับแสดงให้เห็นว่า ประเทศในโลกเหนือที่มีหนังสือเดินทางอยู่ในอันดับสูง ๆ ได้บังคับใช้กฎข้อบังคับที่เข้มงวดเป็นอันดับต้น ๆ กับผู้เดินทางเข้าประเทศเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ขณะเดียวกัน อีกหลาย ๆ ประเทศในโลกใต้ที่มีหนังสือเดินทางอยู่ในอันดับต่ำกว่า ได้ผ่อนปรนมาตรการคุมพรมแดนแต่อีกฝั่งหนึ่งไม่ยอมเปิดพรมแดนด้วย

สิ่งนี้ก่อให้เกิดความแตกต่างด้านเสรีภาพในการเดินทางที่เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ แม้กับนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วจากประเทศที่หนังสือเดินทางอยู่ในอันดับล่าง ๆ ที่ยังคงถูกกีดกันจากประเทศอื่น ๆ

ผลการวิจัยและวิเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญที่ดำเนินการโดยบริษัทผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนเพื่อขอสัญชาติและถิ่นที่อยู่ชั้นนำระดับโลกอย่าง Henley & Partners บ่งชี้ว่า ความแตกต่างที่ว่านี้จะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากกฎข้อบังคับเพื่อสกัดการแพร่ระบาดได้ฝังลึกยิ่งขึ้น และทำให้ความแตกต่างในการเดินทางระหว่างเศรษฐกิจพัฒนาแล้วกับเศรษฐกิจกำลังพัฒนานั้นเด่นชัดขึ้นอีก

โดยญี่ปุ่นซึ่งมีหนังสือเดินทางอยู่ในอันดับหนึ่งร่วมกับสิงคโปร์ จากการที่เข้าประเทศและดินแดนต่าง ๆ ได้ 192 แห่งแบบไม่ต้องขอวีซ่า (visa-free) หรือขอรับการตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (visa-on-arrival) นั้น ห้ามพลเมืองต่างชาติเข้าประเทศแทบจะทั้งหมด ส่วนเยอรมนีซึ่งอยู่ในอันดับสองร่วมกับเกาหลีใต้เดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่าได้ 190 แห่ง โดยทั้งสองประเทศนี้ห้ามไม่ให้พลเมืองจากเกือบ 100 ประเทศเดินทางเข้า

เมื่อมองที่อันดับท้าย ๆ ของตารางแล้ว อียิปต์ซึ่งอยู่อันดับที่ 97 ไม่มีการใช้ข้อจำกัดด้านการเดินทาง ทว่าพลเมืองอียิปต์เดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าได้เพียง 51 แห่งทั่วโลก ในทำนองเดียวกัน อันดับที่ 77 อย่างเคนยา ไม่ได้มีคำสั่งห้ามเดินทาง แต่ผู้ถือพาสปอร์ตเคนยาเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่าได้แค่ 72 แห่ง

หรือโควิดจะเป็นเพียงคำอ้างเพื่อลดจำนวนผู้เดินทางจากโลกใต้

ศาสตราจารย์ Mehari Taddele Maru จากสถาบัน United Nations University Institute กล่าวถึงรายงาน Global Mobility Report 2021 Q4 ของ Henley & Partners ว่า “โลกเหนือได้บังคับใช้มาตรการควบคุมการย้ายถิ่นอย่างจริงจังมาเป็นเวลาสักระยะหนึ่งแล้ว จากการกวดขันมาตรการคุมชายแดน

ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของผู้คนในหลายช่องทางด้วยกัน ข้อจำกัดในการเดินทางอันเป็นผลจากโควิด-19 เป็นเครื่องมือใหม่ในชุดเครื่องมือควบคุมการย้ายถิ่นซึ่งโลกเหนือได้หยิบมาใช้เพื่อสกัดการเคลื่อนย้ายจากโลกใต้”

สหราชอาณาจักรและสหรัฐซึ่งอยู่ในอันดับ 7 ร่วมโดยเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่าได้ 185 แห่งนั้น เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนนโยบายห้ามคนเข้าช่วงโควิดเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็แทบจะไม่ได้เปลี่ยนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องความไม่เสมอภาคเกี่ยวกับเสรีภาพการเดินทางและการเข้าถึง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการปฏิเสธที่จะให้การยอมรับวัคซีนที่ใช้กันในแอฟริกา อเมริกาใต้ และเอเชียใต้ด้วย

แม้สหรัฐจะเปิดพรมแดนให้ผู้เดินทางที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วทุกคน แต่ “บัญชีแดง” ที่สหราชอาณาจักรเพิ่งปรับปรุงใหม่ ยังไม่นับรวมผู้เดินทางที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วจากอาร์เจนตินา บราซิล อินเดีย และแอฟริกาใต้

ดร. Christian H. Kaelin ประธานของ Henley & Partners และผู้กำเนิดแนวคิดในการทำดัชนีหนังสือเดินทางนี้ ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ว่า “หากต้องการให้เศรษฐกิจโลกรีสตาร์ทอีกครั้ง ประเทศพัฒนาแล้วจำเป็นต้องสนับสนุนกระแสการอพยพเข้า แทนที่จะยึดอยู่แต่กับข้อจำกัดอันล้าสมัยและเครื่องมือกีดกันส่วนที่เหลือของโลก”