Tuesday, 26 October 2021

พายุ 2 ลูก เข้าช่วง 10 ต.ค.นี้ เฝ้าระวัง 3 เขื่อน แก่งกระจาน-ปราณบุรี-บางลาง


กอนช. เร่งแผนจัดการน้ำท่วมฝนท้ายฤดู เคาะปรับลดการระบายเขื่อนเจ้าพระยา-ป่าสักฯ ดึงน้ำหลากใช้หน้าแล้ง เสริมมาตรการเยียวยาหลังประสบอุทกภัย เล็งชง ครม. พิจารณาพื้นที่ปลูกนาปรัง-พืชใช้น้ำน้อยแล้งปี’64/65 พร้อมจับตาพายุอีก 2 ลูก ช่วง 10 ต.ค.นี้ กรมอุตุนิยมวิทยาเผยภาคใต้ตอนบน-ตอนล่าง ตุลาคมนี้ฝนตกเพิ่ม อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก จุดเสี่ยงเขื่อนน้ำมากในเกณฑ์เฝ้าระวัง เขื่อนแก่นกระจาน จ.เพชรบุรี เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเขื่อนบางลาง จ.ปัตตานี

วันที่ 6 ตุลาคม 2564 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะ
รองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานด้านอำนวยการ ครั้งที่ 2/2564 ว่า จากอิทธิพลพายุโซนร้อน “เตี้ยนหมู่” ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันวางแผนการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก

โดยขณะนี้ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,749 ลบ.ม./วินาที และปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหกสูงสุดในอัตรา 762 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยในวันนี้ (6 ต.ค. 64) ปริมาณน้ำไหลผ่าน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2,784 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะไหลออกสู่อ่าวไทย ในช่วงวันที่ 8-10 ตุลาคม 2564

กรมชลประทานจะปรับลดการระบายน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ลงจากเดิมระบายวันละ 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ลดลงเหลือ 800 ลบ.ม./วินาที ภายในเที่ยงวันนี้ เพื่อให้สถานการณ์น้ำท่วมลดระดับลง และกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งปัจจุบันเขื่อนป่าสักฯ ระบาย 933 ลบ.ม./วินาที และจะทยอยปรับลดลงให้สอดคล้องกับน้ำไหลเข้าเพื่อลดระดับน้ำให้เข้าสู่เกณฑ์ควบคุมเพื่อเตรียมรองรับน้ำที่อาจมีเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาที่อาจจะมีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 10 ต.ค.นี้

สำหรับการบริหารจัดการน้ำเพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบริเวณ 9 จังหวัด ได้แก่ จ.เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ที่ประชุมได้มอบหมายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ โดยระบายน้ำในระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยเขื่อนอุบลรัตน์จะระบายน้ำด้วยอัตรา 20 ล้าน ลบ.ม./วัน ให้เร่งระบายน้ำที่ไม่สามารถเก็บกักได้ลงแม่น้ำโขงโดยเร็ว

ทั้งนี้ จากปริมาณมวลน้ำหลากที่มีการบริหารจัดการโดยเก็บกักในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่แก้มลิงต่าง ๆ สทนช.ได้เสนอกรอบทางร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทานและกรมส่งเสริมการเกษตร ในการวางแผนนำน้ำที่ไหลหลากในทุ่งรับน้ำต่าง ๆ รวมถึงมวลน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำในปัจจุบันมาบริหารจัดการสำหรับฤดูแล้งหน้า ทั้งในลุ่มเจ้าพระยา ลุ่มน้ำมูล-ชี

ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการในเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการรับน้ำในฤดูฝนนี้สามารถทำการเกษตรนาปรัง หรือพืชใช้น้ำน้อย ก่อนเสนอเป็นมาตรการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/2565 เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปลายเดือนนี้ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็วต่อไป ซึ่งจากการคาดการณ์ปริมาณน้ำสิ้นฤดูฝน

ด้านนายกมล พรหมสาขา ณ สกลนคร ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์ข้อมูลเรดาห์และดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมกับ สสน. ติดตามหย่อมความกดอากาศต่ำ 2 ลูก เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่า หย่อมความกดอากาศต่ำลูกแรก มีแนวโน้มต่ำที่จะพัฒนาเป็นพายุโซนร้อน เนื่องจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมา แต่จะยังคงมีฝนอยู่ตามฤดูกาล ส่วนหย่อมความกดอากาศต่ำลูกที่สอง มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากกว่าหย่อมความกดอากาศลูกแรก

โดย กอนช. จะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแนวทางป้องกันพื้นที่เสี่ยงให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยจังหวัดที่อาจจะได้รับผลกระทบ คือ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ระยอง และตราด

“สำหรับกระเเสข่าวพายุโซนร้อน 2 ลูกที่มีเเนวโน้มจะเข้าประเทศไทย ในช่วงวันที่ 10 ตุลาคม ที่มีชื่อว่า “ไลออนร็อค” และคมปาซุ” นั้น กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ย้ำว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังเป็นเพียงหย่อมความกดอากาศต่ำ ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยจึงยังไม่สามารถระบุชื่อข้างต้น ทั้งนี้ ได้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว”

อย่างไรก็ตาม พายุดังกล่าวจะส่งผลต่อพื้นที่ภาคใต้ตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งคาดว่าตุลาคมนี้มีโอกาสฝนตกเพิ่มขึ้น อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในบางแห่ง พร้อมทั้งได้คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2564 มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย จำนวน 668 ตำบล 125 อำเภอ 14 จังหวัด โดยจำแนกพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในแต่ละจังหวัด โดยที่ประชุมได้ซักซ้อมความพร้อมรับมือสถานการณ์ เครื่องจักรเครื่องมือประจำจุดเสี่ยง จุดอ่อนไหวต่าง ๆ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนน้ำมากในเกณฑ์เฝ้าระวัง อาทิ เขื่อนแก่นกระจาน จ.เพชรบุรี เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเขื่อนบางลาง จ.ปัตตานี